posted on 16 Mar 2009 13:16 by nestor-urchin
สวัสดีครับ พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกท่าน วันแรกของสัปดาห์ของการทำงานของผมเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วมาก ตั้งแต่วันที่เรียนจบมา นี่ก้อเกือบ 2 ปีแล้ว ชีวิตผมก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรที่ดีขึ้น เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปงานสัมมนาทางธุรกิจ ที่ชลบุรีมา ได้ข้อคิดต่าง ๆ มากมาย อยากจะมาเล่าให้ฟัง
วันนี้จะมาพูดถึงการตัดสินใจ ว่ามันสำคัญขนาดไหน แล้วทำไมถึงต้องตัดสินใจ เอาหละครับ ผมเชื่ออยู่อย่างนึงว่าทุก ๆ คนจะต้องเคยผ่านการตัดสินใจก็มากมายหลายครั้งแล้ว ตัวผมเองก็เช่นกัน แต่วันนี้จะเน้นไปที่การตัดสินใจกับตัวเองว่าจะวางแผนชีวิตอย่างไร
คนเราเวลาตัดสินที่จะวางแผนชีวิตนั้นใช้แค่ 2 วิเท่านั้น คือ วิกฤต กับ วิสัยทัศน์ แต่คนส่วนใหญ่มักจะรอให้เกิดวิกฤต ก่อนเสมอแล้วค่อยตัดสินใจ ผมก็เป็นคนนึงที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างกับชีวิตเพราประสบกับวิกฤตอย่างหนักทางบ้าน แต่วันนี้อยากให้ทุกคนมองหาวิสัยทัศน์ในการคิที่จะทำอะไรบางอย่าง อีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้าต้องการอะไร อย่างมองเพียงแค่ว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไร มันไม่ผิดหรอกครับที่จะวางแผนที่จะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ แต่ผมอยากให้เพิ่มวิสัยทัศน์เข้าไปอีก ว่า 10 ปีข้างหน้าคุณจะทำอะไร มันเป้นคำถามที่ต้องถามตัวเองครับ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันต้องมีรูปแบบไหน อย่างผมต้องการที่จะมีกิจการเปนของตัวเอง ต้องดูแลพ่อแม่ผมได้ จะก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส เป้นต้น พอผมคิดถึงปลายทางที่ผมต้องไป วันนี้ผมจึงตัดสินใจที่จะต้องเพิ่มพูนความรู้ในด้านการบริหารธุรกิจ ด้านการจัดการการเงินส่วนบุคคล คุยกับคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ เพื่อหาประสบการณ์ ลองผิดลองถูกมากมาย เคยยอมแพ้มาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งไม่สำคัญครับ ผมเลือกที่จะลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มครับ
แล้วจะทำยังไงหละถึงจะมีวิสัยทัศน์ในการตัดสินใจที่ถูกต้อง บอกยากเหมือนกันครับมันต้องใช้ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่ผมจะบอกวิธีง่าย ๆ ที่มีคนเคยบอกผมไว้ คือให้รู้จักถามตัวเองว่า"ทำไม" อย่างถามว่า"อย่างไร" เช่น ทำไมเราถึงต้องเรียนให้ได้เกรด A , ทำไมถึงต้องมีงานดี ๆ ทำ, ทำไมต้องรวย เป็นต้น คำถามที่ดีจะนำมาสู่การตัดสินใจที่ดีเสมอครับ แล้วเรื่องสำคัญอีกอย่างครับ คำถามเหล่านี้ให้ตอบด้วยตนเองครับ เพราะไม่มีใครรู้คำตอบพวกนี้ได้ดีเท่าตัวเรา คนอื่นทำได้เพียงแค่แนะนำ แค่ข้อคิดเห็น ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเรา เพราะทุก ๆ คำแนะนำ อาจดีที่สุดสำหรับคน ๆ นึง แต่มันอาจจะแย่ที่สุดสำหรับใครหลาย ๆ คนก็ได้ ผมจึงแบ่งคำถามออกเป็นสามสิ่ง คือ
1. สิ่งที่ต้องทำ เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญกับตัวผมเป้นอดับแรกสุด ไม่ได้เลือกเพราะชอบทำ ยอมที่จะขัดใจตัวเองบ้างเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ต้องยอมเปลื่ยนตัวเองบ้างในบางครั้ง เมือ่คุณคิดอย่างแตกต่าง คุณก็จะได้สิ่งที่แตกต่าง อย่างตัวผมจะให้ความสำคัญกับตัวเองอยู่ในหมวดนี้ เพราะว่า อย่างที่บอกว่าไม่มีใครรักเราเท่าตัวเราเอง พ่อแม่ก็รักเรานะครับ แต่คุณจะหวังที่จะพึ่งพิงพ่อแม่ไปทั้งชีวิตเหรอครับ พ่อแม่จะมีความสุขที่สุดเมื่อท่านเห็นว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้ นี่เป็นตัวอย่างนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าใครผิดถูกนะครับเป้นเรื่องส่วนบุคคลครับ
2. สิ่งที่ควรทำ ผมให้ความสำคัญลำดับที่สอง คือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่คุณจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ อย่างผมในหมวดนี้ผมจะเน้นไปที่การดูแลคนรอบข้าง ช่วยเหลือสังคม เป้นต้น บางอย่างผมก้อจะทำควบคู่กับกับข้อแรก แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่า ผมคิดอย่างนี้ครับวันนึงที่เราสามารถดูแลตังเองได้ เราถึงจะสามารถดูแลคนอื่นได้ วันที่เราให้เกียรติตัวเอง คนอื่นก็จะให้เกียรติเราด้วย ผมดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำรัสของพราะบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ชีวิตพอเพียง" และผมต้องสร้างชีวิตที่เพียงพอต่อคนรอบข้างด้วย
3. สิ่งที่ชอบทำ อันนี้ผมให้เป้นอัดับสุดท้ายเพราะ เรื่องบางเรื่องเราชอบทำแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "เป้าหมาย" ได้ ผมไม่เถียงหรอกนะครับว่าถ้าเราทำสิ่งที่ชอบทำ จะทำให้เราทำได้ดี แต่ก็ไม่มีใครบอกต่อครับว่าช่วยทำให้สำเร็จด้วย เช่นถ้าคุณชอบตีเทนนิส คุณต้องตีเทนนิสให้เก่งอย่าง โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ ถ้าคุณทำไม่ได้ มันก็ไม่ได้อยู่บนเส้นทางของความสำเร็จหรอกครับ ผมเลือกที่จะประสบความสำเร็จ ดูแลคนรอบข้างได้ ก่อนที่จะทำในสิ่งที่ผมชอบ
เอาหละมาถึงว่าทำไมเราต้องตัดสินใจผมจะบอกสั้น ๆ แล้วกันว่า "หากคุณไม่วางแผนชีวิตวันนี้ คุณได้วางแผนที่จะล้มเหลวในชีวิตของคุณเรียบร้อยแล้ว" ก็เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมมาแบ่งปัน จากสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคนหลาย ๆ คนนะครับ วันนี้ผมตัดสินเดินสู่เป้าหมาย บนเส้นทางที่อยู่บนความสำเร็จ ผมเกิดมาในครอบครัวที่ดี พ่อแม่รักผม ดูแลผม เป็นอบ่างดี ตอนเรียนผมก็ได้เพื่อนที่ดี ที่คอยช่วยเหลือยามลำบาก หัวเราะสนุกสนานยามมีความสุข วันนี้ผมได้ตัดสินใจ และได้ให้สัญญากับ พ่อแม่ผมแล้วว่า "ผมจะดูแลท่านให้ดีกว่าที่ท่านดูแลผมให้ได้" ผมบอกท่านว่าวันนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตเพื่อท่านทั้งสอง ครับ
posted on 22 Dec 2008 11:31 by nestor-urchin
แนะนำตัวกันนิดนึงผมชื่อบาส CPE-RU รุ่น 3 ครับปัจจุบันเป็น Engineer อยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งครับ อะเข้าเรื่องที่จะบอกกันเลยดีกว่า โดยตอนนี้นอกจากงานประจำผมได้มีโอกาสได้ร่วมงานโปรเจคนึงกับเพื่อน ๆ ที่จบจาก abac ม.เกษตร ม.จุฬา ลาดกระบัง พระนครเหนือ ก่อนที่ผมจะเข้าร่วมทำโปรเจคนี้ ผมก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนนึงที่มีความฝันที่อยากจะทำโน่นทำนี่ แต่ก็เป็นเพียงความฝันที่แค่คิด แต่ไม่เคยได้ลงมือทำซักที จนมีอยู่วันนึงมีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมได้มาชวนทำธุรกิจเป็นโปรเจคงาน ตัวผมเองอยากหาอะไรซักอย่างทำอยู่แล้ว แต่ก็คิดว่าเราจะมีเวลาช่วยเพื่อนทำเหรอวะ เราไม่มีเวลาขนาดนั้น ไหนจะงานประจำ ไหนจะเรียนภาษาอังกฤษอีก เพื่อนบอกไม่เป็นไรลองมาดูก่อนไม่ไหวยังไง ก็คนตัดสินใจอีกที ผมก็โอเค ลองดูก็ได้ พอผมได้เข้าไปร่วมงาน ทุกคนก็ช่วยกันสอนงานผม ได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนะคติ ทำให้โลกทัศน์ที่เรามีกว้างขึ้น ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ ที่มาจากต่างสาขาอาชีพ ทำให้ได้แนวคิดใหม่ ๆ แล้วมีเรื่องอยู่เรื่องนึงที่พูดถงอยู่เสมอในการทำงานร่วมกับคนเหล่านี้นั่นก็คือความฝันที่เราอยากจะทำ
เรื่องราวของความฝัน ผมเชื่อว่าทุก ๆ คนต้องมีเพราะชีวิตเดินไปข้างหน้าด้วยความฝัน หากชีวิตปราศจากความฝันแล้วเราก็คงเหมือนเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณเท่านั้น เพราะความฝันไม่มีต้นทุน ไม่ต้องใช้เงินร้อยล้าน ไม่ต้องใช้แรงกายเพื่อที่จะฝัน ทุกคนต่างฝันได้ ตัวผมเองก็มีความฝัน แต่ความฝันบางอย่างก็ดูเพ้อฝัน แต่สิ่งที่จะบอกวันนี้ก็คือการนำความฝันมาตั้งเป้าหมายเพื่อนำพาไปสู่ความสำเร็จ เช่น อยากได้เกียรตินิยม อยากเป็นโปนแกรมเมอร์ เราจะต้องทำยังไง สิ่งที่จะบอกเป็นเพียงแนวทางกว้าง ๆ เพื่อให้นำไปลองปรับใช้กับเป้าหมายของแต่ละคน
เป้าหมายสำคัญยังไง เป้าหมายหรือความฝันคือสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น โดยแต่ละคนจะมีเป้าหมายแตกต่างกัน เป้าหมายเล็กใหญ่ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าคุณชัเจนกับมันขนาดไหนเท่านั้นเอง โดยที่เป้าหมายเกิดจากความฝันที่มีระยะเวลาที่กำหนดก่อเกิดเป็นเป้าหมายของเรา หากความฝันที่ไม่มีระยะเวลากำหนดปล่อยไปเรื่อย ๆ แล้วแต่โชคชะตาจะนำพาอย่างนี้เรียกว่า"เพ้อฝัน" จากนั้นกำหนดเส้นทางสู่เป้าหมายโดยการวางกลยุทธ์ ส่วนนี้อาจจะต้องมีการปรึกษาคนที่สามารถแนะนำเราได้อาจเป็นพ่อ-แม่ อาจารย์หรือคนที่เราอยากเป็นเหมือนเค้า หลังจากนั้นทำการวางแผนแล้วลงมือกระทำตามแผนนั้น ผมขอย้ำนะครับ ลงมือทำถึงจะสำเร็จนะครับมันไม่มีประโยชน์เลย ถ้าคิดแล้วไม่ทำ แต่ผมบอกไว้อย่างนะครับว่าถึงเราจะทำตามแผน ตามกลยุทธ์ที่เราวางไว้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จเสมอไป ดังคำที่ว่า "ทุกความพยายามอาจไม่นำพามาซึ่งความสำเร็จ แต่ทุก ๆ ความสำเร็จล้วนเกิดจากความพยายาม" หมายความว่าไง ก็หมายความว่าเมื่อเราทำตามแผนแล้วไม่สำเร็จ แทนที่เราจะเปลี่ยนเป้าหมาย เราต้องมาดูซึ่งความผิดพลาดแล้วนำมาวางแผนใหม่ เพื่อไปสู่เป้าหมาย คนบางคนเลือกที่จะเปลี่ยนเป้าหมายเพียงเพราะเมื่อพลาดแล้ว จึงคิดว่าทำไม่ได้หรอก ยากเกินไป คนพวกนี้ไม่ต่างอะไรกับ คนที่อยากรวยไม่อยากเหนื่อย อยากเรียนเก่งแต่ไม่อยากอ่านหนงสือ สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีครับ อยากได้อะไรต้องแลกเปลี่ยนเสมอครับ การที่เราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องดิ้นรน และชัดเจนกับเป้าหมายครับ ผมเองเป็นคนนึงครับที่ผิดพลาดไม่รู้กี่ครั้ง เคยคิดจะเลิกเดินตามความฝัน แต่ผมก็กลับมาอยู่บนเส้นทางแห่งความฝันของผม ผมได้เจอประโยคนึงที่ทำให้ผมกลับมาสู้อีกครั้ง เค้าบอกไว้ว่า "ไม่มีคำว่าเสียเวลากับความสำเร็จ หากเราไม่สำเร็จต่างหากที่เรียกว่าเสียเวลา" ผมนึกถึงที่ไรผมคิดว่าผมไม่อยากเสียเวลา ผมอยู่บนเส้นทางที่ไปสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมายของผมแล้ว ผมต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น "เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เราล้มกี่ครั้ง แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้มต่างหาก" ทุก ๆ คนมีแรงเท่ากัน แต่เรี่ยวแรงของความฝันทุกคนไม่เท่ากัน อย่าหาเพียงความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ความเหนื่อยล้า ความท้อแท้มาบั่นทอนเรี่ยวแรงความฝันของทุกคน
ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีฝันให้เดินตามฝันอย่างมั่นใจ ต่อสู้กับอุปสรรคและผ่านพ้นมันไปให้ได้ จงทำความจริงที่เรามีให้เท่ากับควาฝัน แต่อย่าลดความฝันลงให้เท่ากับความจริง อย่าโทษชะตาชีวิต ทุกคนเป็นได้แม้ต้องเริ่มจากศูนย์ หรือเริ่มจากติดลบ เพราะคนเราไม่ได้เกิดมากับความพร้อม แต่เราเป็นตัวกำหนดว่าเราพร้อมเมื่อไหร่ เมื่อเราพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า อย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะชีวิตไม่มีทางเจอความล้มเหลว หากคุณไม่ล้มเลิกซะก่อน และความสำเร็จไม่ใช่บันไดปีนป่ายขึ้นมาได้ ด้วยการเอามือซุกกะเป๋า สุดท้ายนี้ผมมีคำคมคำนึงเพื่อเป็นกำลงใจกับคนที่มีฝัน
ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม
ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา
ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากเรายังพึ่งพา
ไม่มีคำว่าดีกว่าหากเราไม่ตั้งใจ
posted on 15 Oct 2008 11:37 by nestor-urchin
หัวเรื่องมาหยั่งกะรายการแจกรถเข็นขายของเลย อิอิ แต่สิ่งที่จะเล่าวันนี้เป็นเรื่องที่คนไม่กี่คนที่จะทำได้ หรือได้ทำ ด้วยเหตุผลนานับประการ
ทุกคนมีความฝัน ทุกความฝันไม่มีผิด ไม่มีถูกจะเล็กจะใหญ่ล้วนเป็นความต้องการคนตัวเราเองทั้งสิ้น ตัวผมเองก็เคยฝันต่างๆ นา ๆ ไม่ว่าจะอยากเป็นทหาร เป็นนักธุรกิจ เป็นนักคอมพิวเตอร์ อยากทำโน่นทำนี่มากมาย ผมได้ไล่ตามความฝันของผมตลอดเวลาบางอย่างก้อได้อย่างที่เคยฝันไว้ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างแต่คุณเชื่อไม๊ว่าเวลาที่ล้มเหลวผมกลับเลือกที่จะทิ้งความฝันของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าตัวเองทำไม่ได้และผมก้อเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเป็นแบบผม
มีอยู่ช่วงนึงผมอ่านหนังสือชื่อว่า "พ่อรวยสอนลูก" ผู้แต่งคือ Robert.TKiyosaki กับอีกคนนึงผมจำชื่อไม่ได้ เป็นเรื่องราวต่าง ๆ ของตัวผู้แต่งเองพอผมได้อ่านแล้วผมรู้สึกชอบทันทีได้เห็นโลกที่เราไม่เคยเห็นได้ความคิดต่าง ๆ นา ๆ จนกระทั่งผมตั้งเป้าหมายตอนนั้นว่าอายุ 40ปีผมจะหยุดทำงาน แล้วมีเงินใช้อย่างสบาย ๆ (ตอนนั้ผมอยู่ม.5-6 ได้มั้ง)ผมเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แต่ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนภาคพิเศษในคณะเทคโนโลยีการเกษตรสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมชอบนะ แต่กด้วยเหตุอะไรไม่รู้ผมศึกษาได้เพียงเทอมเดียวผมก็ลาออกมา และได้เข้าสอบที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแเพื่หงอจะได้ตามความฝันที่จะเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์แล้วจะได้หางานทำได้เงินเดือนสูง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนมากมายนักในตอนนั้น แต่ตัวผมก็สามารถเป็นติวเตอร์ให้เพื่อน ๆได้ในบางวิชาที่ผมคิดว่าผมถนัด ส่วนในบางวิชาก็ต้องขอบคุณเพื่อน ๆที่ช่วยติวให้ผมจนสามารถสอบผ่านมาได้ และต้องขอบคุณเพื่อน ๆเป็นอย่างมากที่ช่วยทำปริณณานิพนธ์ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีผมจบการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ยที่ดีเกินกว่าที่ผมคิดไว้ หลังจากจบการศึกษาผมได้หางานทำทันที ผมหางานอยู่เกือบ 6 เดือนงานหายากมากจนได้เข้าทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทำด้าน IT เป็นบริษัทใหญ่ตอนที่ได้งานดีใจมาก ชีวิตดูจะมีสีสัน ทำงานได้เงินเดือน จะได้ประสบการณ์มีเงินใช้ผมคิดแค่นั้นจริง ๆ ในตอนนั้น ผมทำงานวันละ 8 ชม. 5วันต่อสัปดาห์ ทำไปได้ซักสามเดือนผมก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่คำตอบของชีวิตที่ผมต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำจริงๆ และมันยังห่างไกลกับความฝันที่ผมจะทำได้ แต่จะทำยังไงหละหางานใหม่!!! เรียนต่อปริญญาโท!!! ในสมองตอนนั้นวุ่นวาย สับสน เครียดผมปรึกษาเรื่องนี้กับพ่อแม่ผม และบรรดาเพื่อนสนิทผม เพื่อน ๆผมบางคนก็เป็นเหมือนผม บางคนก็ชอบที่ได้ทำ ความฝันที่คิกไว้ว่าอายุ 40จะเลิกทำงาน ไปเที่ยวแต่ยังมีเงินใช้ มีธุรกิจเป็นของตัวเองนับวันยิ่งห่างไกล จนคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้วจึงตัดสินใจว่าจะทำงานไปอีกสักพักแล้วจะเรียนต่อปริญญาโท เพื่อสร้างconnection ไว้ในอนาคต สร้างฐานความรู้ตัวเองจบมาหางานทำเงินเดือนสูง ๆตั้งบริษัท แจ๋วมากเป็นความคิดที่ดีแต่มันจะดีจริงหรือ? คำตอบของชีวิตอยู่ที่ไหน ผมมักจะได้ยินคำ ๆนึงว่า"ระหว่างความสำเร็จในหน้าที่การงานกับความสำเร็จในชีวิตครอบครัวคุณต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" แต่ก่อนผมคิดอย่างนั้น แต่ปัจจุบันผมเลือกที่จะเลือกทั้งสองอย่างโดยไม่ทิ้งอย่างใดอย่งหนึ่ง
นี่คือเรื่องราวที่พอจะสรุปคร่าว ๆ ช่วงชีวิตที่ผ่านมาปัจจุบันความฝันที่เคยคิดไว้ ผมได้ตั้งใจที่จะไล่ตามความฝันอีกครั้งต้องขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ได้มาบอกเล่าถึงโอกาสที่จะได้ทำตามความฝันความเป็นไปได้ที่จะทำ เพียงแค่เปลื่ยนทัศนะคติ เปลี่ยนความคิด ล้มได้ก็ต้องลุกขึ้นใหม่ได้ผมได้บอกกับตัวเองว่าผมจะไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนตลอดชีวิตผมตอนนี้ผมคิดแค่นั้นแล้วความคิดนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ผมเดินตามความฝันของผมต่อไป ช้าไปบ้างสะดุดบ้าง ล้มบ้าง ผมก็จะไม่กลัวที่จะลุกขึ้นมาทำอีกต่อไปมีคนเคยบอกผมว่า "คนประสบความสำเร็จในชีวิตจะเคยล้มเหลวมากกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ"
edit @ 17 Oct 2008 13:28:03 by nestor-urchin